Showing posts with label สุขภาพ. Show all posts
Showing posts with label สุขภาพ. Show all posts

Thursday, November 18, 2010

Nosmoking Day วันต่อต้านการสูบบุหรี่สากล

 18.11.2010

International No Smoking Day

นายไพฑูรย์  แย้มประสวน
ครูชำนาญการพิเศษ  สาระเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
เรียบเรียงจากเว็บไซต์  http://bigpicture.ru
Graphic Content Warning :  Smokers' pictures
คำเตือน : มีภาพการสูบบุหรี่ ที่เป็นแบบอย่างที่ไม่ดีต่อเยาวชน
Today, 18 November hosts the International No Smoking Day. ACCORDING to the World Health Organization, in the World, 90% of deaths from lung cancer, 75% - from chronic bronchitis and 25% - from coronary heart Disease Caused by smoking. Every ten seconds, the planet Dies A Heavy Smoker. Scientists have Calculated That by 2020 this could rise to the level of one person for three seconds.
00024 800x529 International No Smoking Day



349 International No Smoking Day
1 Every year on the Third Thursday of November in Most Countries of the World marks the International Day of quitting. In the photo: Lucas Gous smokes in the camp for the poor in the South African town of Krugersdorp March 6, 2010.
1111 International No Smoking Day
Day 2 of quitting was established by the American Cancer Society in 1977. Pictured: One of the Prostitutes working on the Ranch "Moonlite BunnyRanch" , the legal Brothel in Nevada, smokes in His waiting room for customers.
747 International No Smoking Day
Photo 3: Lieutenant of the first Rank of the American Army Tom Keenan of Besher Falls, New York, serving with A Group of clean-IED, smokes A Cigar Before you go on A mission.July 8, 2010, Hakrez, Afghanistan. ( Getty Images / Justin Sullivan)
1241 International No Smoking Day
4 The purpose of the International Day of quitting -posposobstvovat reducing the prevalence of tobacco dependence, involvement in the fight against this addiction of all segments of the population and physicians of all specialties, prevention of tobacco use and to inform the public about the harmful effects of Tobacco on Health. In the photo: The old woman from the African tribe of the Himba in Namibia . Photo (C): Alexander Zhelezniak
014 International No Smoking Day
World No Tobacco 5 Day is Part of the World and international days of the UN. In the photo: The boy-Orthodox smokes DURING the Jewish holiday of Purim in Jerusalem's Old City on March 1. (UPI / Debbie Hill)
2434 International No Smoking Day
6 WHO reports more than 25 diseases for Which deteriorates Under the Influence of smoking (Cardiovascular, pulmonary, and cancer). In the photo: A Pakistani believer smokes DURING the annual festival in Honor of the 14th century, Mian World in Lahore.
mymar life17 International No Smoking Day
7 Serious Scientific evidence linking Lung cancer and Myocardial infarction with smoking have Been Shown in A Long-term study of British Scientists British Doctors Study. In the photo: old MAN A Cigar smoking in the local Burmese city of Bagan 30 September 2009.(AFP / Getty Images / Nicolas Asfouri)
 International No Smoking Day
8 Life expectancy of smokers, ACCORDING to statistics, is reduced by 10-15 years. In this photo: Abu Hamza Xanadu (right) smokes Blends smoking with friends in an expensive Bar in Dubai on Monday 25 August 2008. (Shawn Baldwin / The New York Times)
1181 International No Smoking Day
9 Europe has set a goal: by 2040, to Become Tobacco-Free. In the photo: Smoker at the railway station in Barcelona. Spain, famous for ITS bars, Cafes and Restaurants, smoking is Introducing A New law Against smoking, ending with ITS status as the Country WHERE smoking in indoor Public places is allowed. (AP Photo / Emilio Morenatti)
i28 18673785 International No Smoking Day
10 Each year, turnover from tobacco companies to grow on average by 13%. In the photo: The old MAN smokes After the Vote on the Street at A Polling station in Varanasi, in the north Indian State of Uttar Pradesh 16 April 2009. ( REUTERS / Adnan Abidi)
1616 International No Smoking Day
11 Photo: Man tree Dede Kosvara smokes in His house on Tuesday in Bandung on the Indonesian island of Java. Dede suffers from A Rare genetic defect of the Immune system, Which does not allow to suppress the Activity of HPV causes warts That. Because of this, the body, Especially the face and limbs Were covered with giant Indonesian horny growths.((Photo by Ulet Ifansasti / Getty Images))
desperate09 International No Smoking Day
12 WHO argues That smoking is "contagious" That Disease spreads through advertising and sponsorship. In the photo: drug Addict Julie , Pregnant sixth Child, sneaking smokes in the hospital in Anchorage, Alaska, in 2008.
2817 International No Smoking Day
13 The loss of Life expectancy associated with smoking Amounts in male smokers 6-7 years, and for women -5-7 years. In the photo: Elderly Indian smokes on the Street in Calcutta on August 4. (DESHAKALYAN CHOWDHURY / AFP / Getty Images)
afghan j International No Smoking Day
14 Tobacco smoke causes and exacerbates many diseases, acting on Almost all organs. In the photo: Shiringul, serving A 20 year sentence for complicity in the robbery and the serial murders of taxi drivers, smokes next to his two children - 7-year- old Raspberry, left, and 6-year-old Hekmatulahom in His cell at the Kabul Pul-I-Charkha. (AP Photo / David Guttenfelder)
0618pod3 International No Smoking Day
15 When smoked 20-25 cigarettes a day for 30 years Smoker passes through your lungs 150-160 kilograms of Tobacco and does not Die Because it just Introduces small Doses. In the photo: Working smoke Heap slag and ash in the Chinese city of Changzhi , Shanxi Province. (Stringer / Reuters)

Monday, May 18, 2009

CTS

กลุ่มโรคการกดทับเส้นประสาทบริเวณข้อมือ Carpal tunnel syndrome (CTS) 

ที่มา  http://www.siamhealth.net/

เป็น กลุ่มโรกกดทับเส้นประสาทที่พบได้บ่อยที่สุด สาเหตุเกิดจากมีการกดทับเส้นประสาท median nerve ที่บริเวณข้อมือซึ่งบริเวณนี้จะมีลักษณะเป็นโพรงหรืออุโมงที่ประกอบไปด้วย ผนังด้านหน้าได้แก่เอ็นที่เรียกว่า tranverse carpal ligament ส่วนผนังด้านหลังได้แก่กระดูกข้อมือ ถ้าโพรงนี้ตีบแคบจากสาเหตุใดก็ตาม ก็จะทำให้เกิดการกดทับเส้นประสาท median nerve ทำให้เกิดอาการปวด ชาบริเวณนิ้วหัวแม่มือถึงนิ้วนาง

เส้นประสาท median nerve ทำหน้าที่อะไร
เส้นประสาม median nerve ทำหน้าที่รับความรู้สึก และการเคลื่อนไหวบริเวณน้ิหัวแม่มือ นิ้วชี้ นิ้วกลาง และนิ้วนาง

สาเหตุ

สาเหตุสำคัญของโรคนี้คือการใช้ข้อมือ และมือซ้ำๆ ตัวอย่างสาเหตุที่พบว่าเกิดบ่อยที่สุดคือการคีย์คอมพิวเตอร์ ตัวอย่างอาชีพที่พบโรคนี้ได้บ่อย
  • อาชีพเย็บปักถักร้อย
  • ขับรถ
  • การทาสี
  • การเขียนหนังสือ
  • การใช้เครื่องมือที่สั่น เช่นเครื่องเจาะถนน
  • กีฬาบางประเภท
  • การเล่นดนตรี
ส่วนใหญ่ไม่ทราบสาเหตุของโรคนี้ แต่มักจะพบโรคนี้ร่วมกับภาวะดังต่อไปนี้
อาการของกลุ่มโรคการกดทับเส้นประสาทบริเวณข้อมือ
  • ผู้ป่วยจะมาด้วย ชาเป็นเหน็บ หรือบางท่านจะมีอาการปวด แสบร้อนบริเวณฝ่ามือ นิ้วชี้ นิ้วกลาง ด้านหน้าหรือด้านหลังผ่ามือ มักจะเกิดตอนกลางคืนในขณะหลับ ทำให้ต้องตื่นนอนเพื่อสะบัดมือ หรือนวดฝ่ามือเพื่อช่วยให้เหน็บชาดีขึ้น
  • ผู้ป่วยบางท่านจะมาด้วยฝ่ามือ นิ้วมือ เหน็บชาและอ่อนแรงในขณะขับรถ หรือขณะถือหนังสือพิมพ์ ทำให้ต้องลดมือลง
  • อาการปวดอาจจะร้าวไปถึงข้อศอก
  • กล้ามเนื้อบริเวณโคนนิ้วหัวแม่มือฝ่อ
  • ไม่มีแรงกำ
การตรวจร่างกายอย่างง่ายๆ
  1. การตรวจร่างกายอย่างง่ายๆที่เรียกว่า Tinel's test โดยการเคาะบริเวณตรงกลางข้อมือซึ่งเป็นบริเวณที่เส้นประสาท median nerve ผ่าน จะมีอาการปวดหรือลักษณะไฟช็อต ร้าวไปที่นิ้วมือ การทดสอบนี้มีความไว40-60% มีความจำเพาะ 70-94%
  2. การตรวจ Phalen's test คือให้งอข้อมือ 90 องศาเป็นเวลา 1 นาที ผู้ป่วยจะมีอาการชา หรืออาการปวดบริเวณฝ่ามือและนิ้วมือ
  3. ในกรณีที่เป็นรุนแรงและเป็นมานานจะพบกล้ามเนื้อบริเวณโคนนิ้วจะฝ่อลีบและอ่อนแรง
  4. การตรวจ Durkan 's test โดยการกดบริเวณข้อมือเป็นเวลา 30 นาที หากมีอาการชาหรือปวดจะแสดงว่ามีการกดทับของเส้นประสาท
  5. การตรวจการรับความรู้สึกที่
  6. การตรวจคลื่นไฟฟ้าของเส้นประสาท median nerve จะทำในกรณีที่อาการและอาการแสดงไม่ชัดเจน
การตรวจพิเศษ
  • การตรวจคลื่นไฟฟ้าของเส้นประสาท Nerve conduction velocity
  • การตรวจคลื่นไฟฟ้าของกล้ามเนื้อElectromyography
  • การ x-ray ข้อมือ Wrist x-rays
การรักษา
การรักษาโรคกลุ่มโรคการกดทับเส้นประสาทบริเวณข้อมือ ควรจะรีบให้การรักษาตั้งแต่เริ่มเป็น โดยการให้พักข้อมือ หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ทำให้ปวดมากขึ้น การใส่ splint เพื่อพักข้อมือ หากมีอาการบวมให้ประคบเย็น การรักษาแบ่งออกเป็น
  • การใช้เผือกอ่อนดามข้อมือ
  • การใช้ยา ยาที่นิยมใช้คือยากลุ่ม NSAID ซึ่งเป็นยาแก้ปวดแก้อักเสบ เช่น  aspirin, ibuprofen จะสามารถลดอาการปวดและอาการบวม
  • การใช้ยา steroid จะใช้รักษาในช่วงระยะเวลาไม่นาน การใช้ยานี้ควรจะอยู่ในการดูแลของแพทย์
  • การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่จะใช้ข้อมือเพื่อลดการอักเสบของข้อ มือ  การทำกายภาพบำบัด เช่น การทำอุลตร้าซาวด์ การบริหารมือ ซึ่งจะได้ผลดีในผู้ที่เริ่มต้นมีอาการไม่มาก
  • การฉีดยา steroid เข้าบริเวณข้อมือพบว่าได้ผลร้อยละ 80 และต้องแก้ไขสาเหตุ
การผ่าตัดจะกระทำเมื่อ
  • การรักษาด้วยยาและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแล้วไม่ได้ผล
  • ในรายที่มีอาการรุนแรงกล้ามเนื้อฝ่อมักจะไม่ได้ผลเมื่อรักษาด้วยยา
  • การผ่าตัดโดยการเปิดแผลและตัดเอ็นที่ด้านหน้า และขยายช่องให้ใหญ่ขึ้น
  • การผ่าตัดโดยการส่องกล้องข้อดีแผลจะเล็กกว่าการผ่าตัด       

Friday, April 17, 2009

NSAID


ที่มา  http://www.siamhealth.net/


NSAID ย่อมาจากคําว่า Nonsteroidal anti-inflammatory drug หมายถึง ยาต้านการอักเสบชนิดที่
ไม่ใช่สเตียรอยด์เป็นยากลุ่มที่ใช้เป็นยาแก้ปวดได้ดีโดยเฉพาะ อาการปวดจากการอักเสบ ยาที่จัด
เป็นนแม่แบบ คือ แอสไพริน (Aspirin) ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีและใช้กันมานาน
ยาลดการอักเสบหรือยาแก้ปวดกลุ่ม NSIAD ได้มีการใช้การมานาน และปัจจุบันก็มียาอยู่ในตลาดมากมายมาย ทำให้ผู้บริโภคไม่สามารถบอกได้ว่ายาตัวไหนดีที่สุด เนื่องจากว่าการตอบสนองของยาแต่ละคนและแต่ละขนาดของยาจะไม่เหมือนกัน ดังนั้นผู้บริโภคควรจะมีความรู้ในการเลือกใช้ยา

กลไกการออกฤทธิ์ของยากลุ่ม NSAID

การอักเสบของอวัยวะในร่างกายเกิดจากการที่เซลล์หลังสาร ที่เรียกว่า พรอสตาแกลนดิน (Prostaglandin) ซึ่งเป็นสารสื่อกลางในการกระตุ้นทำให้เกิดอักเสบ ยากลุ่ม NSAIDs นี้ออกฤทธิ์โดยการยับยั้ง enzymes ที่เรียกว่า cyclooxygenases ทำให้การหลั่งของสาร พรอสตาแกลนดิน (Prostaglandin) ลดลงทำให้การอักเสบลดลง และลดอาการปวด การยับยั้ง enzyme ดังกล่าวทำให้เกิดผลข้างเคียงตามมาอีกหลายประการ

ชนิดของยา NSAID

แบ่งออกเป็นสองชนิดคือ
  • Nonselective NSAIDs หมายถึงยาจะยับยั้ง enZymes ทั้งชนิด COX-1 and COX-2 enzymes ซึ่งการที่มันยับยั้ง enzyme ทั้งสองชนิดทำให้ยากลุ่มนี้ระคายต่อกระเพาะอาหาร ยากลุ่มนี้ได้แก่ aspirin, ibuprofen naproxen diclofenac
  • Selective NSAIDs ยากลุ่มนี้จะเลือกยับยั้งเฉพาะชนิด COX-2 enzymes ดังนั้นจะระคายกระเพาะน้อยกว่ายาในกลุ่มแรก ดังนั้นผู้ป่วยซึ่งมีประวัติโรคกระเพาะควรจะได้รับยาในกลุ่มนี้ ยาในกลุ่มนี้ได้แก่ Celecoxib
ดังนั้นผู้ป่วยที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ หรือเคยทำballon หลอดเลือดหัวใจ หรือเคยเป็นอัมพาตหรืออัมพฤต หรือผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจสูงควรจะหลีกเลี่ยงยา NSAID โดยเฉพาะยาในกลุ่ม Selective NSAIDs สำหรับผู้ที่เป็นโรคกระเพาะอาหาร หรือเคยมีเลือดออกมาควรจะหลีกเลี่ยงยาในกลุ่ม Nonselective NSAIDs
ผู้ป่วยที่มีโรคไต โรคหัวใจวาย โรคตับ ความจะหลีกเลี่ยงยาแก้ปวดกลุ่มนี้

ข้อบ่งชี้ในการใช้ยา

ยากลุ่มนี้ใช้ในการรักษาอาการปวดที่เกิดจากการอักเสบโรคหรือภาวะที่นิยมใช้ยานี้ได้แก่

ยานี้มีผลข้างเคียงที่ผู้รับประทานจะต้องทราบ

ปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด

  • ยากลุ่ม NSAIDs จะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง ความเสี่ยงนี้จะเพิ่มขึ้นเมื่อใช้ยานี้เป็นเวลานาน และมีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด
  • ยา NSAIDs ห้ามระงับอาการปวดหลังผ่าตัดหลอดเลือดหัวใจ

ปัจจัยเสี่ยงต่อระบบทางเดินอาหาร

  • ยากลุ่ม NSAIDs จะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคแทรกซ้อนทางเดินอาหารได้แก่ เลือดออกทางเดินอาหาร แผลกระเพาะอาหาร กระเพาะทะลุ

อาการข้างเคียงของยา

ผลข้างเคียงของยา NSAIDs ที่อันตรายให้หยุดยาทันทีและปรึกษาแพทย์ในกรณีที่พบอาการดังต่อไปนี้
ผลข้างเคียงของยากลุ่มนี้
คนส่วนใหญ่จะรับยานี้ได้อย่างปลอดภัย นอกจากบางคนที่เป็นกลุ่มเสี่ยงอาจจะมีผลข้างเคียงของยา ผลข้างเคียงที่พบได้บ่อยได้แก่
  • ระคายต่อกระเพาะ หากรับประทานขนาดยาไม่สูงและรับช่วงสั้นๆอาจจะมีอาการแน่นท้อง เสียดท้อง หากรับประทานยาในขนาดสูงและติดต่อกันเป็นเวลานานก็อาจจะทำให้เกิดโรคกระเพาะ และมีเลือดออกได้
  • ตับอักเสบ หากรับประทานยากลุ่มนี้ในขนาดสูงเป็นระยะเวลานาน
  • ไต การใช้ยากลุ่มนี้แม้ว่าในระยะสั้นก็อาจจะทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น และมีปัญหากับไต ดังนั้นคงต้องติดตามความดันและการทำงานของไต
  • หูอื้อ พบมากในผู้ที่รับประทานยาในขนาดสูง
  • มึนงง เวียนศีรษะ ปวดศีรษะ
  • น้ำมูกไหล เจ็บคอ
  • ผื่นคันเล็กน้อย

ก่อนรับประทานยาจะต้องแจ้งแพทย์อะไรบ้าง

  • ไม่ควรใช้ยานี้ก่อนหรือหลังการผ่าตัดเบียงเบียน หลอดเลือดหัวใจ เนื่องจากยานี้จะเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมอง
  • ยานี้จะเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดเลือดออกใน กระเพาะอาหาร และกระเพาะอาหารทุลุ ดังนั้นจะต้องระวังในผู้ป่วยสูงอายุ และผู้ที่เคยเป็นโรคนี้มาก่อน
ดังนั้นการใช้ยานี้อย่างปลอดภัยจะต้องแจ้งอาการดังต่อไปนี้ให้แพทย์ทราบ
  1. แพ้ยา หากท่านผู้อ่านแพ้ยาดังต่อไปนี้ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชก่อนใช้ยา  และไม่ควรใช้ยาในกลุ่มนี้เองเนื่องจากอาจจะแพ้ยา
  • Aspirin or other salicylates
  • Ketorolac
  • Oxyphenbutazone
  • ibuprofen (e.g., Suprol)
  1.  หากท่านผู้อ่านเป็นโรคหัวใจหรือโรคไตไม่สามารถรับ อาหารที่มีเกลือมากไม่ได้ ต้องแจ้งแพทย์เนื่องจากยาในกลุ่มนี้บางตัวมีเกลือผสมอยู่ อาจจะทำให้โรคที่ท่านเป็นอยู่มีอาการทรุดลง
  2. ประวัติการเกิดโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจ หัวใจวาย ความดันโลหิตสูง
  3. ประวัติโรคกระเพาะอาหาร หรือเคยมีเลือดออกทางเดินอาหาร
  4. การตั้งครรภ์ เนื่องจากการใช้ยาในคนท้องอาจจะทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนขณะตั้งครรภ์ และอาจจะเกิดปัญหากับทารกดังนั้นจึงไม่ควรซื้อยารับประทานเองขณะตั้งครรภ์
  5. ขณะให้นมบุตร ไม่ควรใช้ยาดังต่อไปนี้ indomethacin meclofenamate phenylbutazone piroxicam เนื่องจากมีรายงานว่าเกิดผลข้างเคียง
  6. ผู้สูงอายุอาจจะทำให้สับสน หน้า เท้าบวม ปัสสาวะออกน้อย
  7. หากท่านผู้อ่านที่รับประทานยาอื่นร่วมด้วยต้องแจ้งแพทย์และเภสัชทุกครั้ง
  8. ถ้าหากท่านมีโรคประจำตัวต้องแจ้งทุกครั้ง เช่น
  • โรคหัวใจ
  • โรคกระเพาะอาหาร
  • โรคตับ
  • โรคไต
  • โรคลมชัก
  • โรคหอบหืด
  • โรคเลือดมีประวัติเลือดออกง่าย
  • ริดสีดวงจมูก

ความปลอดภัยสำหรับคนตั้งครรภ์

จัดอยู่ในกลุ่ม D ไม่ควรให้ผู้ที่ตั้งครรภ์ไตรมาศสุดท้ายเพราะอาจจะมีผลเสียกับทารก สำหรับผู้ที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ต้องปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานยานี้เด็กอายุ น้อยกว่า 2 ปีไม่ควรจะใช้ยานี้
การใช้ยา NSAID ในภาวะต่างๆกัน
ผู้ที่เป็นโรคหัวใจหรือมีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ
ผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ เจ็บหน้าอก หรือมีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจขาดเลือด หรือโรคอัมพาต ควรจะหลีกเลี่ยงยาในกลุ่มนี้ หากจำเป็นต้องรับยาในกลุ่มนี้ต้องรับประทานยาในขนาดต่ำสุดและระยะสั้นที่สุด สำหรับ aspirin ใช้เป็นยาเพื่อลดการตีบของหลอดเลือด
โรคกระเพาะอาหาร
ผู้ที่มีโรคกระเพาะอาหารหรือเคยมีเลือดออกในทางเดิน อาหารจะเสี่ยงต่อการมีเลือดออกหารับประทานยาแก้ปวดกลุ่มนี้ แนวทางแก้ไขอาจจะลดปัญหาเรื่องโรคกระเพาะดดยการรับประทานยาลดกรด เช่น famotidine  omeprazole lansoprazole ร่วมด้วยจะช่วยลดการเกิดโรคกระเพาะ
ภาวะเลือดออก
หากจะผ่าตัดต้องหยุดยากลุ่มนี้เป็นเวลา 7 วันก่อนผ่าตัด
ภาวะบวมน้ำ
ผู้ป่วยที่มีแนวโน้มจะบวม เช่นผู้ป่วยโรคหัวใจวาย โรคตับ และโรคไตเมื่อรับประทานยานี้จะทำให้เกิดการบวมซึ่งอาจจะทำให้โรคกำเริบ
โรคไต
ยาแก้ป่วยกลุ่มนี้อาจจะทำให้การทำงานของไตแย่ลง ดังนั้นไม่แนะนำให้ใช้ยากลุ่มนี้ในผู้ป่วยโรคไต
ผู้ป่วยตั้งครรภ์หรือเลี้ยงลูกด้วยนม
ไม่แนะนำให้ใช้ยากลุ่มนี้ในการตั้งครรภ์ไตรมาศสามเพราะอาจจะเกิดโรคแทรกซ้อนกับเด็ก แต่สำหรับระหว่างการให้นมสามารถให้ยานี้ได้
ผู้ป่วยที่แพ้ aspirin
หากมีประวัติแพ้ยาก็ควรจะหลีกเลี่ยงยาในกลุ่มนี้ทั้งกลุ่มเพราะอาจจะมีอาการแพ้ยาได้
ยาลดการอักเสบ NSAID
ยาแก้อักเสบหรือยาแก้ปวดที่แพทย์และผู้ป่วยนิยมใช้กันใช้ทั้งลดไข้ในเด็ก ลดอาการข้ออักเสบ แต่ยากลุ่มนี้ก็มีผลข้างเคียงหากใช้ยาไม่ถูกต้อง ท่านผู้อ่านที่ใช้ยากลุ่มนี้ต้องศึกษาถึงผลดีและผลเสียของยากลุ่มนี้ข้อบ่ง ชี้ในการใช้ยากลุ่มนี้ได้แก่
  1. ใช้เป็นยาแก้ปวด Analgesic ได้แก่ยา Diclofenac;  Fenoprofen; Floctafenine; Ibuprofen; Ketoprofen; Meclofenamate; Mefenamic Acid; Naproxen
  2. ใช้ลดการอักเสบ Anti-inflammatory ได้แก่ยา Flurbiprofen; Indomethacin; Naproxen; Sulindac; Tenoxicam
  3. ใช้แก้ปวดประจำเดือน Antidysmenorrheal ได้แก่ยา Diclofenac; Flurbiprofen; Ibuprofen; Indomethacin; Ketoprofen; Meclofenamate; Mefenamic Acid; Naproxen; Piroxicam
  4. ใช้รักษาโรคเก๊า Antigout agentไดแก่ยา Diclofenac Fenoprofen; Floctafenine; Ibuprofen; Indomethacin; Ketoprofen; Naproxen; Phenylbutazone; Piroxicam; Sulindac
  5. ใช้ลดไข้ Antipyretic—Ibuprofen; Indomethacin; Naproxen
  6. ใช้รักษาข้ออักเสบ Antirheumatic ได้แก่ยา Diclofenac; Diflunisal; Etodolac; Fenoprofen; Flurbiprofen; Ibuprofen; Indomethacin; Ketoprofen; Meclofenamate; Nabumetone; Naproxen; Oxaprozin; Phenylbutazone; Piroxicam; Sulindac; Tenoxicam; Tiaprofenic Acid; Tolmetin
  7. ใช้ป้องกันอาการปวดศีรษะจากหลอดเลือด Vascular headache prophylactic ได้แก่ยาFenoprofen; Ibuprofen; Indomethacin; Mefenamic Acid; Naproxen
  8. ใช้แก้ปวดศีรษะจากหลอดเลือดสมอง Vascular headache suppressantได้แก่ยา Diclofenac; Diflunisal; Etodolac; Fenoprofen; Floctafenine; Ibuprofen; Indomethacin; Ketoprofen; Meclofenamate; Mefenamic Acid; Naproxen
วิธีการใช้ยาที่ถูกต้องเป็นอย่างไร
หลังจากที่รับประทานยานี้แล้วท่านจะต้องทำตามขั้นตอนดังต่อไปนี้
  • ให้ดื่มน้ำทันที 1 แก้วและห้ามนอนราบเป็นเวลา 30 นาทีเพื่อป้องกันยาระคายเคืองต่อกระเพาะและหลอดอาหาร
  • ให้รับประทานยานี้พร้อมอาหาร หรือรับประทานยาลดกรดร่วมด้วย
  • ยาที่ออกฤทธิ์ช้า delayed-release (enteric-coated) ไม่จำเป็นต้องรับประทานพร้อมอาหาร หรือยาลดกรด
  • ยานี้ให้กลืนห้ามเคี้ยว

จะต้องหลีกเลี่ยงอะไรหากรับประทานยา celecoxib

  • หลีกเลี่ยงการดื่มสุราเพราะจะเพิ่มความเสี่ยงเลือดออกในกระเพาะอาหาร
  • ไม่ควรจะรับประทานยาในกลุ่มยาแก้อักเสบ NSAIDs
  • ไม่ควรรับประทานยาแก้ปวดหรือยารักษาไข้หวัดที่มีส่วนผสมของยากลุ่ม NSAID โดยจะต้องอ่านสลากยาก่อนรับประทาน
  • หลีกเลี่ยงแสงแดดจ้าๆ
หากท่านรับประทานยาดังต่อไปนี้จะต้องแจ้งแพทย์


ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAID ตัวไหนดีที่สุด | คำเตือนในการใช้ยากลุ่ม NSAIDs

Sunday, April 12, 2009

ข้อไหล่ยึดหรือข้อไหล่ติด

ที่มา  http://www.siamhealth.net/


สำหรับผู้ที่อายุยังน้อยหรือไม่ได้ผ่านการทำงานหนักอาจจะไม่รู้จักโรคนี้ แต่สำหรับวัยกลางคนขึ้นไปและผ่านงานหนักจะประสบปัญหาเรื่องการยกไหล่ไม่ขึ้น หรือไม่สามารถถูหลังเราเรียกภาวะนี้ว่า Frozen shoulder ข้อไหล่ติด ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อโรคนี้คือ

  • เป็นในหญิงมากกว่าชาย
  • มักจะเริ่มเป็นอายุ 40-50 ปี
  • ผู้ป่วยเบาหวานจะมีอัตราการป่วยด้วยโรคนี้ประมาณร้อยละ 20-30%
  • ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดภาวะเหล่านี้ได้แก่ การที่ไม่มีการเคลื่อนไหวของข้อ การได้รับอุบัติเหตุที่ไหล่ การใช้งานมากไป คอพอกเป็นพิษ
สาเหตุของการเกิดข้อติด
สาเหตุที่แท้จริงไม่มีใครทราบแต่เชื่อว่าเกิดจากการอักเสบของเยื่อ หุ้มข้อและมีการหนาตัวของเยื่อหุ้มข้อ ทำให้ข้อเกิดการเคลื่อนไหวน้อยลง
การดำเนินของโรค
  1. ในระยะแรกจะมีอาการปวดข้อไหล่โดยเฉพาะปวดเวลากลางคืน อาการจะปวดมากขึ้นเมื่อมีการเคลื่อนไหวของข้อ ระยะนี้ใช้เวลาประมาณ 2-9 เดือน
  2. ระยะที่สองอาการปวดจะน้อยลง แต่จะมีการเคลื่อนไหวน้อยลงระยะนี้ใช้เวลา 4-12 เดือน
  3. ระยะที่สามจะเริ่มฟื้นตัว การขยับของข้อดีขึ้น ระยะนี้ใช้เวลา 12-42 เดือนหากไม่ดีอาจจะพิจารณาผ่าตัด
การวินิจฉัยและการรักษา
การตรวจไม่ยาก แพทย์จะให้ยกแขนขึ้นพบว่ายกแขนได้น้อยลง อาจจะต้องx-ray เพื่อตรวจว่ามีภาวะแทรกซ้อนอย่างอื่นหรือไม่
การรักษาประกอบไปด้วย
  • ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAID
  • ยาคลายกล้ามเนื้อ
  • การทำกายภาพ
  • การใช้น้ำร้อนหรือน้ำแข็งประคบ
  • การฉีดยา steroid เข้าข้อ
  • การบริหารเพื่อทำให้ไหล่เคลื่อนไหวได้มากขึ้น

นอนราบใช้มือข้างหนึ่งจับที่ข้อศอกเพื่อยกแขนขึ้นจนติดพื้น
ยืน ใช้มือจับข้อศอกให้แขนข้ามร่างกาย ให้สุด
ใช้มือสองข้างจับผ้าเช็ดตัวดึงลงจนไหล่เริ่มรู้สึกตึงๆ ค่อยๆเพิ่มน้ำหนัก
การบริหารเพื่อให้ไหล่แข็งแรงมากขึ้น
การบริหารตามรูปข้างล่างจะทำให้กล้ามเนื้อรอบไหล่แข็ง แรงขึ้น การบริหารดังกล่าวจะไม่ทำให้เกิดอาการเจ็บปวด หากมีอาการปวดให้หยุดทันที ก่อนที่จะบริหารร่างการให้ยืดกล้ามเนื้อหัวไหล่ตามรูปข้างบน ยืนก้มเอามือจรดพ้น แกว่งแขนไปมา การเลือกน้ำหนักไม่ต้องหนักมาก ให้บกแต่ละครั้งได้ 20-30 ครั้งโดยไม่เหนื่อย เมื่อทำได้ดีจึงค่อยเพิ่มน้ำหนักอาทิตย์ละครั้ง 3-5 ครั้งต่อสัปดาห์เมื่อสิ้นสุดการบริหารให้ใช้น้ำแข็งประคบ 10-20 นาที
เริ่มต้นให้นอนคว่ำบนโต๊ะ ให้แขนซ้ายพร้อมทั้งหัวไหล่ยื่นออกนอกโต๊ะ ยกน้ำหนักขึ้นโดยการงอที่ข้อศอกดังรูปจนระดับแขนและไหล่อยู่ระนาบเดียวกัน เวลายกแขนขึ้นลงให้ทำอย่างช้าๆ
นอนตะแคงข้างใดข้างหนึ่ง โดยมีหมอนใบเล็กหนุนบริเวณรักแร้ ยกน้ำหนักดังรูปโดยเริ่มจากพื้นจนขนานกับพื้น เวลายกขึ้นลงให้ทำช้าๆ
นอนตะแคง แขนข้างบนวางแนบลำตัว แขนข้างล่างยกน้ำหนักดังรูปจนติดลำตัว ยกขึ้นลงอย่างช้าๆ
ยืนกำน้ำหนักดังรูป ยกนำหนักขึ้นโดยประมาณว่ากางแขน 45 องศาหลังจากนั้นบิดข้อมือโดยให้หลังมือมาอยู่ด้านหน้า นิ้วหัวแม่มืออยู่ล่าง
การบริหารกล้ามเนื้อไหล่

Saturday, April 11, 2009

ปวดต้นคอ

ที่มา  http://www.siamhealth.net/

อาการ ปวดต้นคอ เป็นอาการที่พบบ่อย ปวดต้นคออาจะมีสาเหตุจากกล้ามเนื้ออักเสบเนื่องจากการใช้งานที่ไม่เหมาะสม หรือออาจจะมีสาเหตุจากกระดูกคอเสื่อม
คอเป็นอวัยวะหนึ่งที่มีการใช้มากที่สุด ยิ่งการทำงานในยุคปัจจุบัน คนต้องทำงานกับคอมพิวเตอร์ต้องก้มหน้าเงยหน้าอยู่ตลอด ประกอบงานปัจจุบันต้องใช้สมองมาก ทำให้เกิดความเครียดจึงเกิดอาการปวดคอ และปวดศีรษะ นอกจากนั้นคอเป็นอวัยวะที่บอบบางเมื่อเทียบกับขนาดสมอง และลำตัว ให้เกิดความชอกช้ำหรือบาดเจ็บได้ง่าย นอกจากนั้นคอก็ยังเป็นศูนย์รวมของเส้นประสาทที่รับคำสั่งจากสมอง ไปยังส่วนต่างๆของร่างกาย อาการเจ็บคอพบได้ไม่บ่อยเท่าอาการปวดหลัง อาการเจ็บคอที่พบบ่อยที่สุดคือ กล้ามเนื้อคอหดเกร็งทำให้เอี้ยวคอหรือเคลื่อนไหวศีรษะไม่ได้ หรือที่เรียกว่าตกหมอน ซึ่งส่วนใหญ่จะหายเองได้



มารู้จักคอของคนเรา
คอเป็นอวัยวะที่สำคัญช่วยเชิดหน้าชูตาให้กับเรา คอของเราประกอบด้วยกระดูกคอทั้งหมด 7 ชิ้นเราเรียก cervical spine 1 หรือ C1-7 โดยชิ้นที่1จะอยู่ติดกับกระโหลก ชิ้นที่7จะติดกับกระดูกหน้าอก ระหว่างกระดูกแต่ละชิ้นจะมีหมอนกระดูกขั้นกลาง เมือ่เราคลำส่วนหลังของคอ จะคลำได้เป็นตุ่มๆซึ่งเป็นกระดูกยื่นมาจากส่วนหลังของกระดูกต้นคอ ตรงกลางของกระดูกจะมีรู้เรียก spinal canal ซึ่งเป็นรูที่ให้ประสาทไขสันหลัง spinal cord ลอดผ่าน ระหว่างรอยต่อของกระดูกต้นคอ จะมีช่องให้เส้นประสาทลอดออกไปซึ่งจะนำคำสั่งจากสมองไปยังกล้ามเนื้อ และรับความรู้สึกส่วนต่างๆไปยังสมอง หากรูนี้เล็กลง หรือมีกระดูกงอกไปกดก็จะทำให้มีอาการปวดต้นคอ และปวดแขน
การทำงานของคอ
การเคลื่อนไหวของข้อต่อต้องอาศัยการหดตัวของกล้ามเนื้อมัดต่างๆ ซึ่งมีผลทำให้ส่วนประกอบของข้อเคลื่อนตามดังนี้
  • หากท่านก้มศีรษะหรือเงยหน้า หมอนกระดูกของคอจะถูกกดไปข้างหน้า และข้างหลัง
  • หากท่านหมุนคอไปทางซ้ายหรือขวา กระดูกคอแต่ละชิ้นจะหมุนตัวมันเองตามทิศทางที่ต้องการ
  • เมื่อตะแคงศีรษะไปทางข้างใดข้างหนึ่ง กระดูกข้างนั้นจะบีบตัวเข้ามาทำให้ช่องที่เป็นทางออกของเส้นประสาทแคบลง
สาเหตุของการปวดคอที่พบบ่อย
  1. อิริยาบทหรือท่าที่ผิดสุขลักษณะ ทำให้กล้ามเนื้อบางมัดถูกใช้งานจนเมื่อยร้าเกินไป เช่นบางคนชอบนั่งก้มหน้า หรือ หรือช่างที่ต้องเงยหน้าอยู่ตลอดเวลา ใช้หมอนสูงเกินไปวิธีแก้ต้องใช้หมอนหนุุต้นคอหรือบริเวณท้ายทอย
  2. ความเครียดทางจิตใจซึ่งอาจจะเกิดจากหลายสาเหตุ เช่นการงาน ครอบครัว การพักผ่อนที่ไม่พอเพียง ซึ่งทำให้กล้ามเนื้อคอหดเกร็ง
  3. คอเคร็ดหรือยอก เกิดจากการที่กล้ามเนื้อคอต้องทำงานมากเกินไป เนื่องจากคอต้องเคลื่อนไหวเร็วเกินไป หรือรุนแรงเกินไปทำให้เอ็นและกล้ามเนื้อถูกยืดมากจนมีการฉีกขาดบางส่วนจนเกิดอาการปวด ตัวอย่างที่ทำให้เกิดคอเคล็ดเช่น การก้มเพื่อมองหาของใต้โต๊ะ การหกล้ม
  4. ภาวะข้อเสื่อม เนื่องจากกระดูกคอต้องแบกน้ำหนักอยู้ตลอดเวลาตั้งแต่เด็กจนแก่ ทำให้ข้อเสื่อมตามอายุมีปุ่มกระดูกหรือกระดูกงอกที่ขอบของข้อต่อ ซึ่งอาจจะไปกดทับถูกปลายประสาทที่โผล่ออกมา ภาวะข้อกระดูกเสื่อมอาจจะไม่มีอาการปวดหรือผิดปกติใดๆ แต่อาจจะพบโดยบังเอิญ
  5. อาการบาดเจ็บของกระดูกคอซึ่งอาจจะเกิดจากอุบัติเหตุ ต่างๆเช่น ตกที่สูง ถูกทำร้ายร่างกาย รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์พลิกคว่ำ ผู้ป่วยมักจะมีอาการบาดเจ็บของร่างกายส่วนอื่นด้วย
  6. ข้ออักเสบ โรคข้ออักเสบเรื้อรังบางชนิดอาจจะทำให้กระดูกต้นคออักเสบด้วย เช่นข้ออักเสบรูมาตอยด์
โรคที่เป็นสาเหตุของอาการปวดต้นคอ
โรคหมอนรองกระดูก Cervical Disc Disease
หากเราเกิดอุบัติเหตุเช่น รถชนกันทำให้ศีรษะหงายหลัง หรือเกิดจากข้ออักเสบทำให้หมอนรองกระดูกเสื่อมและมีการเลื่อนของหมอน รองกระดูกไปกดทับเส้นประสาท ทำให้เกิดอาการปวดเหมือนไฟช็อกจากต้นแขนไปปลายแขนร่วมกับอาการชา หากไม่รักษาอาจจะทำให้แขนอ่อนแรงถึงกับเป็นอัมพาต หมอนกระดูกทับเส้นประสาท
ท่อไขสันหลังตีบ Cervial stenosis
เนื่องจากมีการเสื่อมของกระดูกต้นคอและหมอนรองกระดูกทำให้รูในท่อไขสันหลังแคบจึงมีการกดทับประสาทไขสันหลัง ผู้ป่วยจะมีอาการปวดต้นคอ ชามือ เดินเร็วจะปวดขา ทำงานที่มีความละเอียดไม่ได้
กระดูกต้นคอเสื่อม Osteoartgritis
กระดูกต้นคอก็เหมือนกับกระดูกที่อื่นๆ เมื่อใช้งานมานานก็เกิดการเสื่อมของกระดูก หมอนกระดูกจะบางลง และมีกระดูกงอกเงยออกมา ผู้ป่วยจะมีอาการปวดต้นคอ มักจะเป็นมากในตอนเช้า ปวดต้นคอร้าวไปบริเวณไหล่หรือสะบัก ตอนสายๆอาการจะดีขึ้น
การได้รับอุบัติเหตุ
ส่วนให้เกิดจากอุบัติเหตุรถหรือมอเตอร์ไซด์ มีการหงายหน้าอย่างรวดเร็วและรุนแรงทำให้มีการช้ำของกล้ามเนื้อ ในรายที่เป็นรุนแรงอาจจะมีหมอนกระดูกทับเส้นประสาท
การดูแลตัวเองเมื่อมีอาการเจ็บคอ
  1. ผู้ที่มีอาการปวดต้นคอหรือที่เรียกว่าตกหมอนส่วนใหญ่จะเกิดจากการได้รับบาดเจ็บของกล้ามเนื้อหรือเอ็นรอบคอ คอจะแข็งอย่างเฉียบพลันหลังจากการเอี้ยว บิด ผิดท่าหรือภายหลังการตื่นนอน การรักษาสามารถทำได้โดย
  • พยายามพัก อย่าเคลื่อนไหวคอ ทางที่ดดีควรจะนอนพัก
  • รับประทานยาแก้ปวด หากไม่มากใช้ยา paracetamol 500 mg. หากปวดมากก็ให้รับประทานยากลุ่ม NSAID
  • ในระยะแรกอาจจะประคบด้วยน้ำแข็งใส่ถุงพลาสติกห่อผ้าขนหนูวางบริเวณที่ปวด หรือจะใช้น้ำอุ่นประคบประมาณ 10-15 นาที
  • การใส่ปลอกคอ มักจะไม่มีความจำเป็น นอกจากจะปวดมากๆ ไม่แนะนำให้มีการจับเส้นในระยะเฉียบพลันเพราะอาจจะเกิดผลเสีย
  1. สำหรับผู้ที่ปวดคอเรื้อรัง อาการปวดมักจะไม่รุนแรง เวลาก้มหรือเงย ตะแคงหรือเอี้ยวคอจะทำให้ปวดเพิ่มขึ้น การดูแลเบื้องต้ได้แก่
  • กินยาแก้ปวด
  • ประคบด้วยน้ำแข็งหรือน้ำอุ่นไว้แล้ว
  • การนวดหรือกดจุด โดยถูกหลักวิชาอาจจะช่วยระงับอาการปวดได้ การนวดง่ายๆอาจทำภายหลังจากการอาบน้ำอุ่นหรือประคบร้อนแล้ว 10-15 นาที
  • เริ่มการฝึกออกกำลังกล้ามเนื้อคอ
อาการเจ็บคอที่ต้องรีบพบแพทย์
อาการเจ็บคอโดยส่วนใหญ่ไม่อันตรายหายเองได้ แต่ก็มีบางภาวะที่ผู้ป่วยจะต้องรู้และรีบปรึกาาแพทย์
  • อาการปวดต้นคอร่วมกับมีอาการชาหรืออ่อนแรงของแขนหรือขา และอาการอ่อนแรงเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ
  • อาการปวดข้อร่วมกับเบื่ออาหาร น้ำหนักลด
  • มีอาการปวดคอร่วมกับมีไข้สูง คอแข็ง ก้มหน้าเอาคางจรดอกไม่ได้ซึ่งอาจจะเป็นโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ
  • อาการปวดต้นคอเป็นตลอดอย่างต่อเนื่อง
  • มีอาการปวดต้นคออย่างมาก
  • อาการเจ็บคอหลังจากได้รับอุบัติเหตุ
การออกกำลังกล้ามเนื้อคอ
กล้ามเนื้อคอเป็นส่วนสำคัญในการป้องกันและการรักษาการปวดคอเรื้อรังหรือเป็นๆหายหายๆ การบริหารกล้ามเนื้อคอจะแบ่งเป็นสองระยะได้แก่
  • ในระยะแรกจะบริหารเพื่อเพิ่มความยืดยุนของเอ็นและกล้ามเนื้อรอบคอ โดยการเอียงคอไปทางซ้าย ขวา ก้มหน้า เงยหน้า
  • ในระยะต่อมาจึงจะสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อโดยการ ใช้แรงต้านจากมือ
  • การออกกำลังกายโดยทั่วไป นับเป็นส่วนสำคัญข้อหนึ่ง เนื่องจากการออกกำลังกายจะทำให้หัวใจแข็งแรง มีการสูบฉีดโลหิตเพิ่มขึ้น กล้ามเนื้อของร่างกายหลายๆส่วน เช่นกล้ามเนื้อขา หลังจะแข็งแรง กระดูกจะเสื่อมน้อย
การรักษาโดยแพทย์
ความสำคัญของการรักษาแพทย์จะตรวจว่าหมอนกระดูกได้มีการ กดทับเส้นประสาทหรือไม่ หากมีการกดทับมาก ผู้ป่วยเกิดอาการช้า หรืออ่อนแรงแขนหรือขา การรักษาจะต้องทำการผ่าตัดในการวินิจฉัยแพทย์จะถามประวัติเพิ่มเติม และมีการตรวจพิเศษเพื่อยืนยันการวินิจฉัย และหาตำแหน่งของโรค
การรักษาโดยกายภาพ
การทำกายภาพจะช่วยผ่อนคลายอาการปวดคอให้ท่านได้ โดยวิธีการดังต่อไปนี้
  • การประคบร้อน
  • การใช้เคื่อง ultrasound
  • การอบร้อน Diathermy
  • การใช้ Laser
  • การดึงคอ
  • การนวด
  • การใส่ปลอกคอ
การปฏิบัติตนเพื่อป้องกันการปวดคอ

  1. ระวังอริยาบท ทั้งการยืน การนั่ง การนอน การทำงาน
  2. การทำงานควรหาเวลาหยุดพักเพื่อออกำลังกล้ามเนื้อคอ เคลื่อนไหวคอ หรือเปลี่ยนอิริยบทสัก 2-3 นาทีทุกชั่วโมง
  3. การเลือกเก้าอี้ที่เหมาะสม
  4. การพักผ่อนที่เพียงพอ การเลือกหมอน ที่นอน
  5. การใช้ยา
  6. การบริหารคอ

Friday, April 10, 2009

เอ็นฝ่าเท้าอักเสบ

เอ็นฝ่าเท้าอักเสบ หมายถึง เอ็นที่ยึดระหว่างส้นเท้า และกรดูกนิ้วเกิดการอักเสบ ทำให้ปวดฝ่าเท้าเมื่อตื่นลุกขึ้นในตอนเช้า และก้าวเท้าลงพื้น และเกิดอาการปวดบริเวณฝ่าเท้า และส้นเท้าแต่หลังจากเดินไป 3-4 ก้าวอาการปวดดีขึ้น แสดงว่าคุณเป็นโรคเอ็นฝ่าเท้าอักเสบหรือที่เรียกว่า plantar fasciitis หมายถึงคุณได้ใช้เท้าทำงานมากเกินไป มีการดึงรั้งของเอ็นใต้ฝ่าเท้า การวินิจฉัยทำได้โดยการซักประวัต ิและตรวจร่างกาย

กลไกการเกิดโรค

เอ็นฝ่าเท้าจะยึดระหว่างส้นเท้าและนิ้วเท้ามีหน้าที่รักษารูปทรงของเท้า และทำหน้าที่เหมือนสปริงสำหรับการลดแรงกระแทกเวลาเดินหรือวิ่ง และยังทำหน้าที่เป็นแรงส่งเมื่อเวลาวิ่ง
โครงสร้างของฝ่าเท้าประกอบไปด้วยเอ็นซึ่งเกาะกับกระดูกส้นเท้า(calcaneus)ไปยังนิ้วเท้าเราเรียกเอ็นนี้ว่า planta fascia เอ็นฝ่าเท้ามีหน้าที่รักษารูปทรงของเท้า และทำหน้าที่เหมือนสปริงสำหรับการลดแรงกระแทกเวลาเดินหรือวิ่ง และยังทำหน้าที่เป็นแรงส่งเมื่อเวลาวิ่ง
อลงมาดูภาพแสดงตำแหน่งของเอ็นฝ่าเท้าซึ่งเปรียบเสมือนสปริง เอ็นนี้จะได้รับแรงยึดมากที่สุดในขณะที่เดินเมื่อนิ้วหัวแม่เท่ากำลังเหยียด สุดๆ บริเวณที่ได้รับแรงดึงมากที่สุดคือตำแหน่งที่เอ็นเกาะติดกับกระดูกส้นเท้า ทำให้เกิดการอักเสบของเยื่อหุ้มกระดูกบริเวณส้นเท้าซึ่งทำให้ปวดเวลายืนหรือ เดิน เมื่ออักเสบเรื้อรังก็จะเกิดกระดูกงอก exostosis (bone spur)ซึ่งดังวงกลมในรูป
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรค
  • ผู้หญิง
  • น้ำหนักเกิน
  • ทำงานที่ต้องยืนหรือเดินบนพื้นแข็งๆ
  • ออกกำลังกายวิ่งโดยที่ไม่ได้มีการยืดกล้ามเนื้อน่อง
  • ฝ่าเท้าแบน หรือฝ่าเท้าโค้งเกินไป
  • ท่าการเดินผิดไปคือเดินแบบเป็ด
  • การใช้รองเท้าที่ไม่ถูกลักษณะ
อาการ
จะเริ่มต้นด้วยอาการปวดฝ่าเท้าเล็กน้อยแรกๆจะปวดหลังออกกำลังกาย ต่อมาจะปวดเวลาเดินหลังจากตื่นนอนเมื่อเดินไปสักพักอาการปวดจะดีขึ้น แต่หากเป็นมากจะปวดกลางวันร่วมด้วย การตรวจร่างกายพบว่าถ้ากดบริเวณกระดูกส้นเท้าดังรูปจะทำให้เกิดอาการปวดหาก ไม่รักษา อาจจะทำให้เกิดโรคข้อเท้า เข่าหรือหลังเนื่องจากทำให้การเดินผิดปกติ
การรักษา
  • เมื่อมีอาการปวดให้พักการใช้งานหนักจนกระทั่งอาการปวดดีขึ้น
  • ให้ลดน้ำหนักจนอาการปวดดีขึ้น
  • การผ่าตัดแก้ไขความพิการของเท้าเช่นฝ่าเท้าแบนราบหรือโค้งเกินไป
  • ใช้ขวอใส่น้ำแช่จนแข็งประคบน้ำแข็งครั้งละ 20 นาทีวันละ 3 ครั้งเพื่อลดอาการอักเสบ
  • แพทย์จะให้ยากลุ่ม NSAID เช่น ibuprofen เพื่อลดการอักเสบบางรายอาจจะต้องให้นาน 6-8 สัปดาห์
  • การฉีดยา steroid จะสงวนไว้ในรายที่ดื้อต่อการรักษาเบื้องต้นเพราะจะทำให้เกิดการอ่อนแอของเอ็นซึ่งอาจจะทำให้เอ็นขาด
  • ใส่รองเท้าที่มีแผ่นรองกันการกระแทกโดยแผ่นดังกล่าวจะหนาด้านในและบางส่วนด้านนอก
  • บริหารเอ็นร้อยหวายและเอ็นฝ่าเท้าที่บ้าน
  • การนวดฝ่าเท้า
ยืนห่างจากโต๊ะหรือกำแพง 24 นิ้ว ก้าวเท้ามาข้างหน้าหนึ่งก้าว แล้วย่อสะโพกและเข่าลง จะทำให้รู้สึกตึงบริเวณกล้ามเนื้อน่อง เอ็นร้อยหวายและเอ็นฝ่าเท้า ให้ทำแต่ละครั้งนาน 10 วินาทีทำ 20 ครั้ง
ยืนห่างกำแพง 24 นิ้วมือยันกำแพง ส้นเท้าทั้งสองข้างติดพื้น โน้มตัวไปข้างหน้าจะมีอาการตึงกล้ามเนื้อน่อง เอ็นร้อยหวายและเอ็นฝ่าเท้าทำแต่ละครั้งนาน 10 วินาทีทำ 20 ครั้ง
ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอาการดีขึ้นใน 2-3 เดือน หากไม่ดีแพทย์จะทำการฉีดยา steroid เข้าบริเวณเอ็นฝ่าเท้า

โรคที่เกี่ยวข้อง


ที่มา  http://www.siamhealth.net/

Wednesday, April 8, 2009

ปลอกหุ้มเอ็นอักเสบ De-Quervain's tenosynovitis



เป็นการอักเสบและตีบแคบของปลอดหุ้มเอ็นของกล้ามเนื้อบริเวณโคนนิ้วหัวแม่มือ
โครงสร้าง
เอ็นสองเส้นที่มาบังคับการทำงานของนิ้วหัวแม่มือจะวิ่งในปลอกหุ้ม เอ็น เอ็นจะมีเยื่อหุ้มเอ็นซึ่งจะทำหน้าที่ทำให้เอ็นเคลื่อนในปลอกลื่นไหล เมื่อปลอกหุ้มเอ็นอักเสบหรือบวมจะทำให้เกิดอาการปวด


  • เกิดเนื่องจากการใช้งานของข้อมือและนิ้วหัวแม่มือในลักษณะซ้ำๆ เช่นการหยิบสิ่งของต่าง
  • เกิดพร้อมกับข้ออักเสบอื่นๆ เช่น ข้ออักเสบรูมาตอยด์
  • ผู้ป่วยจะมาด้วยปวดหรือเจ็บบริเวณโคนนิ้วหัวแม่มือ อาการอาจจะค่อยเป็นค่อยไป หรืออาจจะเกิดทันที อาการปวดอาจจะร้าวไปข้อศอก อาการจะปวดมากโดยเฉพาะเวลาหยิบหรือจับสิ่งของ
  • อาจจะมีอาการบวมบริเวณเอ็นตรงโคนนิ้วหัวแม่มือ
  • อาจจะมีอาการชาด้านหลังนิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้
  • การตรวจที่เรียกว่า Finkelstein's test โดยการให้ผู้ป่วยกำนิ้วหัวแม่มือและให้หักข้อมือลงทางด้านนิ้วก้อย ผู้ป่วยจะมีอาการปวดบริเวณโคนนิ้วหัวแม่มือ
ประกอบไปด้วย
การรักษาด้วยการไม่ผ่าตัด
  • การพักการใช้งาน หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ใช้นิ้วหัวแม่มือ
  • การใช้เผือกอ่อนดามโคนนิ้วหัวแม่มือ
  • ใช้ยาลดอาการปวดและลดการอักเสบ เช่น การใช้ยา NSAID
  • การประคบร้อน การประคบเย็น การใช้ ultrasound
  • หากไม่ตอบสนองก็ใช้วิธีการฉีด steroid
การผ่าตัด
  • การผ่าตัดจะทำในรายที่อาการปวดไม่ทุเลา การผ่าตัดจะตัดแยกปลอกหุ้มเอ็น
เอกสารอ้างอิง

  1. http://www.assh.org/Pages/Default.aspx
  2. http://www.assh.org/Public/HandConditions/Pages/deQuervainsTendonitis.aspx

Thursday, March 19, 2009

ภาวะข้อไหล่ติด

ที่มา    http://www.thaisportsmed.org/

พ.ท. ณัฏฐา กุลกำม์ธร
พ.ต.ปิติ รุจกิจจานนท์


ข้อ ไหล่เป็นข้อที่มีพิสัยการเคลื่อนไหวมากที่สุดในร่างกายของมนุษย์ ทำให้เราใช้แขนและมือทำงานในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้อย่างเต็มที่ หากข้อไหล่ยึดหรือเคลื่อนไหวได้ไม่ดี จะส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานของแขนและมือลดลง


สาเหตุของข้อไหล่ติดคืออะไร
           สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการข้อไหล่ติดยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่ในปัจจุบันมีทฤษฎีที่เชื่อว่าเกิดจากปฏิกริยาของภูมิคุ้มกันในร่างกาย  โดยทั่วไประบบภูมิคุ้มกันจะช่วยป้องกันอวัยวะต่าง ๆ จากเชื้อโรค และสิ่งแปลกปลอม แต่ในผู้ป่วยข้อไหล่ติด ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายจะทำหน้าที่ผิดปกติโดยจะไปโจมตีเนื้อเยื่อของร่าง กายเอง ถ้าเกิดในข้อไหล่ก็จะทำให้เกิดการอักเสบในข้อไหล่รวมทั้งเยื่อหุ้ม จากนั้นการอักเสบก็จะรุนแรงขึ้นทำให้มีการหดรัดและแข็งตัวของข้อไหล่จนไม่ สามารถเคลื่อนไหวได้ตามปกติ

           สำหรับสาเหตุอื่นๆ ที่ทำให้เกิดอาการข้อไหล่ติดที่พบได้บ่อยได้แก่ การบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ ทำให้เกิด กล้ามเนื้อฉีกขาด อักเสบ หรือกระดูกหักหรือเคลื่อนบริเวณข้อไหล่, การใช้งานข้อไหล่อย่างไม่เหมาะสม ทำให้เกิดการอักเสบ, การเสื่อมของข้อไหล่, โรคข้ออักเสบ(โรครูมาตอยด์, โรคเกาท์), การมีเส้นเอ็นอักเสบร่วมกับมีแคลเซี่ยมมาเกาะ

รูปแสดง 1. ข้อไหล่ปกติ        2. ข้อไหล่ที่มีการยึดติด

อาการ
         อาการของโรคข้อไหล่ติดจะเริ่มจากการเจ็บข้อไหล่อยู่เป็นระยะเวลานานหลาย สัปดาห์หรืออาจจะเป็นเดือน  มีอาการปวดมากขึ้นเมื่อมีการเคลื่อนไหวบริเวณหัวไหล่  จากนั้นอาการปวดจะลดลงจนเริ่มฟื้นตัวทำให้เคลื่อนไหวขยับข้อไหล่ได้ดีขึ้นจน ผู้ที่มีอาการข้อไหล่ติดเข้าใจว่าอาการดีขึ้นแล้ว  แต่หากสังเกตให้ดีจะพบว่าหลังจากอาการปวดดีขึ้นการเคลื่อนไหวของแขนและข้อ ไหล่จะยังทำได้ไม่เต็มที่เคลื่อนไหวได้ไม่สุดหรือไม่ดีดังเดิม
วิธีสังเกตว่าเป็นโรคข้อไหล่ติดแข็ง
            สามารถสังเกตได้ขณะใช้งานแขนในลักษณะท่าทางต่างๆแล้วจะรู้สึกเจ็บไหล่ เช่นล้วงกระเป๋าหลังของกางเกงที่สวมอยู่ ไม่สามารถยกแขนเหนือศีรษะเพื่อหยิบของที่สูงได้ไม่สามารถเอามือไขว้หลัง เพื่อถูหลังตัวเองหรือสระผมตัวเองได้ไม่สามารถกางแขนออกด้านข้างแล้วหงายฝ่า มือขึ้น เป็นต้น

ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดภาวะข้อไหล่ติดแข็ง
           พบในเพศหญิงมากกว่าเพศชายอายุโดยเฉลี่ย 40-65ปี โรคเบาหวาน และโรคอื่น ได้แก่ โรคไทรอยด์, หัวใจขาดเลือด, โรคซึมเศร้า, โรค Parkinson และการบาดเจ็บของระยางค์บน เป็นต้น
การดำเนินโรค
ระยะที่ 1 Pre-adhesive phase  (3 เดือนแรก) 
ปวดเมื่อมีการเคลื่อนไหว ปวดตอนกลางคืน ตรวจร่างกายพบว่า พิสัยการเคลื่อนไหวของข้อไหล่ยังคงปกติ
ระยะที่ 2 Painful phase “Freezing” (3-9 เดือน) ปวด มากตอนกลางคืน และเมื่อมีการเคลื่อนไหว เป็นระยะที่มีอาการปวดมากที่สุด ตรวจร่างกายพบว่า มีการลดลงของพิสัยการเคลื่อนไหวของข้อไหล่
ระยะที่ 3 Progressive stiffness phase “Frozen” (9-15 เดือน)
ข้อไหล่ติดทั่วๆปวดน้อยลง จะปวดเฉพาะเมื่อเคลื่อนข้อไหล่เต็มที่ ตรวจร่างกาย มีการลดลงของพิสัยการเคลื่อนไหวของข้อไหล่
ระยะที่ 4 Resolution phase “Thawing” (15-24 เดือน)
อาการปวดลดลงขยับแขนได้มากขึ้นตามลำดับ ตรวจร่างกายพบว่าพิสัยการเคลื่อนไหวของข้อไหล่ค่อยๆดีขึ้น

กราฟระหว่างระยะเวลาการดำเนินโรคกับอาการปวด
การดูแลรักษาตนเองจากภาวะข้อไหล่ติดแข็ง
             การรักษาภาวะข้อไหล่ติดจำเป็นต้องอาศัยระยะเวลานานมากจนทำให้ผู้ป่วยเกิด ความรำคาญและกังวลใจ แต่โดยทั่วไปร้อยละ 95 ของผู้ป่วยที่มีภาวะนี้อาการจะค่อยๆดีขึ้นเรื่อยๆ
ระยะที่ 1 และ 2 จะเริ่มทำการรักษาโดยให้ยาแก้ปวดและยาต้านการอักเสบเพื่อบรรเทาอาการปวด ร่วมกับให้ยาคลายกล้ามเนื้อเพื่อช่วยลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อซึ่งเป็นภาวะ ที่พบร่วมด้วยในผู้ป่วยที่มีข้อไหล่ติดแข็ง ผู้ป่วยไม่ควรไปนวดหรือทำกายภาพบำบัด เพราะจะทำให้มีอาการปวดมากยิ่งขึ้น แต่สามารถเริ่มบริหารข้อไหล่ได้เองที่บ้าน
ระยะที่ 3 และ 4 การทำกายภาพบำบัดและการออกกำลังกายดังตัวอย่างจะช่วยให้พิสัยการเคลื่อนไหว ของข้อไหล่กลับมาเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งถ้าหากอาการไหล่ติดเป็นปัญหากับการใช้ชีวิตประจำวันมาก หรือกินระยะเวลานานมาก การรักษาโดยการดัดข้อไหล่ภายใต้การดมยาสลบ (MUA: Manipulation under anesthesia) จะสามารถทำให้การเคลื่อนไหวของข้อไหล่กลับคืนมาได้เร็วยิ่งขึ้น
การบริหารไหล่เบื้องต้น

ท่าที่ 1
ท่าที่ 1 สามารถทำในท่านอนหงายบนเตียงหรืออาจจะอยู่ในท่านั่งหรือยืนก็ได้  แล้วทำการเหยียดแขนโดยยกแขนขึ้นตรงเหนือศีรษะอาจจะใช้มืออีกข้างหนึ่งช่วย จับประคองที่ข้อศอกของแขนข้างที่ยกเพื่อช่วยดันให้มีการยกแขนได้มากขึ้นโดย จะมีความรู้สึกตึงบริเวณหัวไหล่ของแขนข้างที่ยก แต่ถ้ารู้สึกเจ็บปวดมากอาจจะลดระดับลงไม่จำเป็นต้องยืดให้สุดในครั้งแรกทำ เป็นจังหวะสม่ำเสมอ ราบเรียบและไม่เร่งรีบ เป็นจังหวะไป-กลับ ประมาณ 30 ครั้ง ถ้ามีอาการปวดมากทั้งขณะทำหรือภายหลังการออกกำลังกายควรหยุดการออกกำลังกาย ในท่านี้จนกว่าอาการปวดจะดีขึ้นหากอาการปวดไม่ทุเลาหรือมีอาการมากขึ้นควร ปรึกษาแพทย์หรือนักกายภาพบำบัด
ท่าที่ 2  ทำได้ทั้งท่ายืนและท่านั่ง โดยทำการยืดแขน โดยการยื่นแขนมาด้านหน้าลำตัวพร้อมกับไขว้ผ่านลำตัวใช้มืออีกข้างจับประคอง ที่ข้อศอกของแขนข้างที่ทำการยืดและออกแรงดันแขนไปให้สุดทำการยืดเป็นจังหวะ ไป-กลับประมาณ 30 ครั้ง
      
ท่าที่ 2                                 ท่าที่ 3

ท่าที่ 3 ท่าเริ่มต้นอยู่ในท่ายืนหรืออาจจะอยู่ในท่านั่ง ใช้ผ้าเช็ดตัวพาดผ่านไหล่ไปข้างหลัง ใช้มืออีกข้างหนึ่งจับชายผ้าไว้ ขยับมือทั้งสองข้างขึ้นลงพร้อมๆกันทำการยืดเป็นจังหวะขึ้น-ลงประมาณ 30 ครั้ง และทำอีกข้างหนึ่งโดยการสลับมือ


การรักษาโดยการผ่าตัด
           เป็นวิธีการที่แพทย์จะเลือกใช้ในกรณีที่มีอาการติดมาเป็นเวลานานคิดว่าไม่ สามารถดัดได้ หรือในผู้ป่วยที่กระดูกบางมากอาจเกิดการหักในระหว่างการดัด แพทย์จะทำการส่องกล้องเข้าไปในข้อไหล่แล้วทำการตัดเนื้อเยื่อหรือ พังผืดที่ติดอยู่ออกผู้ป่วยจะมีแผลเป็นรูเจาะ แต่ที่สำคัญคือต้องมีการขยับและเคลื่อนไหวหลังผ่าตัดทันทีเพื่อป้องกันไม่ ให้ข้อไหล่กลับมาติดอีก